ประสบการณ์

รู้ป่ะ!!! พี่ไม่ได้เป็น QA มาตั้งแต่เริ่มทำงานน่ะ…. พี่เข้ากรุงหลังจากเรียนจบ ด้วยการมาเป็น dev อยู่ บ. หนึ่งแถวลาดกระบัง ด้วยความที่เป็นคนพูดมาก พี่หัวหน้าบอกพี่เสมอว่า แกควรเป็น SA นะพลอย ถ้าโตขึ้น ฮ่าๆ
หลังจากนั้นฟ้าก็ประทานโอกาสใหม่มาให้ ได้งานที่ บ. ใหญ่ แถวพระราม 6 ก็ยังคงเป็น dev เช่นเดิมแหล่ะ ทำตั้งแต่ dev / build / test / deploy production ทำไปได้หลายปีเหมือนกัน พี่ก็เหมือนคนทั่วไป ที่อยากไปสาย Management จากนั้นพี่เลยย้ายงานไปเป็น SA

โอกาสที่มาแบบงงๆ

วันนึงเพื่อนโทรมาบอกว่า แก ชั้นอยากเปิดบริษัท รับทำ automated test ออกมาช่วยกันหน่อย พี่เก็บไปนอนคิด 1 คืน และตอบตกลงในวันรุ่งขึ้น ตอนนั้นมี co-founder ทั้งหมด 4 คน

ลูกค้ารายแรก

เนื่องจากเพื่อนทำงานสาย Automated มานานแล้ว มี Connection ติดต่อเข้ามาขอให้ไปช่วยอย่างรวดเร็ว ส่วนพี่ที่ไม่เคยทำมาก่อนเลย ก็ยังคงงงๆ ว่า Automated test คืออะไรวะ ตอนนั้นที่ช่วยเพื่อนได้คือ เขียน function seed test data ให้มัน ทำเอกสาร รวมไปถึงทำ slide present พอทำงานไปได้ 3 วัน พี่ก็บอกเพื่อนตรงๆ ว่า เอาจริงๆนะ กรูไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่ะ พร้อมทำตาใส ซึ่งมันก็ไม่สงสารแต่อย่างใด

ก้าวแรก

แอบไปซื้อคอร์ส online Automated test มานั่งดู และอ่าน Blog เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ก็ดูมันไปเรื่อยๆ ลองเขียนและทำความเข้าใจกับมัน ยังจำตอนที่เขียน script ให้มัน log Hello test มาได้ โหยโคตรดีใจเลยอ่าาาา ฮ่าๆๆๆ

ลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

Co-founder ต้องแยกกันทำงาน ซึ่งพี่ต้องเริ่มรับงานเองแล้ว รู้สึกกดดัน เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ กับทีมของลูกค้าที่มีแรงฝืดค่อนข้างมากกับ Automated test แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้และรู้สึกว่า ตัวเอง เก่งขึ้นมากเลยว่ะ

ทางแยกของความคาดหวัง

วันนึง Co-Founder บางส่วนบอกว่าจะขอลาออก พี่รู้สึกว่า มันมืดไป พี่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี ทีมเหลืออยู่ไม่กี่คน กับน้องๆ พนักงาน พี่กลับมาถามตัวเองว่าเราอยู่ได้ไหม ทำกันเองไหวไหม แต่สุดท้ายเราเลือกที่จะเดินหน้าต่อ

Pitch งานคนเดียว ฉายเดี่ยวรอบที่สิบ

พี่เริ่มทำงานเองได้แล้ว เขียน Automated test คล่องขึ้นแล้ว เข้าใจและเรียนรู้ทุกอย่างได้เอง แบบไม่มีอะไรมาหยุด การไปขายงานคนเดียว เป็นอะไรที่เฉยๆไปแล้ว รู้สึกภูมิใจ ดีใจ มีความสุข กับบ. และชีวิตช่วงนี้เหลือเกินค่ะ

พายุ มาอีกครั้ง

Co-founder คนสุดท้ายของพี่ เดินมาบอกว่า แก เราจะไปทำ project ใหม่นะ เราได้เงินลงทุนมา ความมืดมาหาพี่อีกแล้ว เหลือคนเดียวจะดูแลทั้ง บ. ได้ไง แค่นี้ ก็งานเยอะจะแย่แล้วแก พี่นอนคิดอีก 1 คืนเช่นเคย จากนั้นบอกเพื่อนว่า แกไปเถอะ หนทางของแกมันโคตรสดใสเลยว่ะ ได้ดีแล้วอย่าลืมเรานะ

ทุกอย่างอยู่ที่เราแล้ว

เมื่อเลือกที่จะเดินหน้าต่อ จึงต้องยอมไม่รับงานใหม่ของลูกค้าบางเจ้า เพื่อให้ยังคง handle งานให้อยู่ใน quality ได้ ยอมลดเงินเดือนตัวเอง เริ่มรับน้องพนักงานเข้ามามากขึ้น แต่ในใจลึกๆ นั้น เหนื่อยมาก และไม่เคยบ่นให้ใครฟังเลย ตอนนั้นยังคงให้เงินเดือนแม่เท่าเดิม เพราะกลัวแกรู้แล้วจะเสียใจ หลังจากนั้น ทุกอย่างก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ลูกค้าขอซื้อบริษัท

ตอนนั้นถามลูกค้าไปตรงๆ พี่จะซื้อ บ. หนูทำไม มีหนูคนเดียว ลูกค้าตอบกลับมาด้วยถ้อยคำที่ทำให้เราซึ้งใจ ว่าการกระทำที่ผ่านมาของเรามันไม่เสียหลายเลย และเป็นแรงใจให้ทำงานต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ขายนะคะ

Reset

วันนึง พี่เรียก Co-founder ทุกคนมาคุยกัน พี่จะปิด บ. นะ พี่อยากจะ reset ทุกอย่างใหม่

เริ่มใหม่

หลังจากเปิดใจไป Co-founder ทุกคนโอเคที่จะให้พี่ปิด บริษัท แต่มี Co-founder คนนึง กลับมาช่วยงานต่อ โดยพี่อยากปิด บ. นี้ แต่ก็รู้สึกรักงานนี้ไปแล้ว ชินกับการมีหมวกหลายใบไปแล้ว และยังรักและอยากร่วมงานกับลูกค้าในตอนนั้นอยู่ น้องๆ พนักงานของพี่ พี่ก็ยังไม่อยากให้ไปไหน สุดท้าย คุยกันไป คุยกันมา เราตัดสินใจเปิดอีก บ.หนึ่ง แล้วพี่ก็เริ่มใหม่

บ. ใหม่ที่เปิด ก็คือ QA Hive นี่แหล่ะค่ะ …

  • หลังจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่มีอะไรมาทำให้พี่ท้อใจได้อีกแล้วค่ะ
  • พอมองย้อนกลับไป ถ้าไม่เจอเหตุการณ์ต่างๆ มากมายเท่านี้ คงไม่มีพี่พลอยในวันนี้
  • มองตาดำๆ น้องๆทีไร คิดถึงตัวเอง ตอนทำงานวันแรกๆ แล้วไม่เข้าใจอะไรเลย ทุกที
  • พี่เพิ่งมารู้ ตอนที่พี่ดู Serie เกาหลีเรื่อง Start-up ว่า พี่คือ คีย์แมน ในตอนนั้นค่ะ
  • พี่ยังไม่ประสบความสำเร็จหรอก พี่แค่อยากแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง
  • มองย้อนกลับไป ในวันที่เริ่มเขียน Robot framework ในวันแรก ในวันนี้พี่เขียน Library เองแล้วนะ
  • อยากเป็นกำลังใจให้ใครหลายคนที่กำลังพยายามอยู่ตอนนี้ค่ะ
  • พี่ยังเดินหน้าต่อค่ะ
  • ฟ้าหลังฝน สดใสเสมอ สู้ๆ นะคะ ทุกคน